วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

Les Misérables เหยื่ออธรรม

เหยื่ออธรรม แปลจาก Les Misérables เลส์ มี-เซ- ราบ๎ลส์

วรรณกรรมชิ้นเอกของโลก ยอดวรรณกรรมคลาสสิค
ผลงานอมตะชิ้นเอกอุของ วิคเตอร์ ฮูโก (Victor Hugo)
ซึ่งตีพิมพ์เป็นครั้งแรก โดยวางจำหน่ายพร้อมกันในฝรั่งเศสและเบลเยี่ยมเมื่อปี ค.ศ. 1862

วิคตอร์ ฮูโก คือ นักเขียนแนวโรแมนติก และได้รับการยกย่องว่าเป็นมหากวีของชาวฝรั่งเศส
เป็นที่รู้จักในวงวรรณกรรมโลกด้วยนิยายอมตะสองเรื่อง คือ
Notre- Dame de Paris - มหาวิหารนอเทรอ-ดามแห่งกรุงปารีส (1831)
และ Les Misérables (1862) ซึ่งก็คือ เหยื่ออธรรม เล่มนี้

Les Miserables - เลส์ มี-เซ-ราบ๎ลส์ นั้น 
เป็นคำที่หมายรวมคนทั้งหมดที่สังคมไม่ยอมรับ 
ตั้งแต่ยาจก คนจน คนร้าย โจร ขโมย โสเภณี เด็กถูกทอดทิ้ง 
กระทั่งคนที่ประท้วงสังคมต่อต้านรัฐบาล และนักปฏิวัติ


นวนิยายที่อยู่ในความชื่นชอบของประชาชนหลายชาติหลากภาษาเป็นจำนวนมาก
เพราะเขียนด้วยแรงบันดาลใจจากความรักที่มีต่อประชาชนผู้ทุกข์ยาก
พิทักษ์สตรีที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ช่วยเหลือโอบอุ้มคุ้มครองเด็กที่ถูกทอดทิ้ง
วิคตอร์ ฮูโก เขียนด้วยความเมตตาสงสารอันเป็นพลังในการฟื้นฟูศีลธรรมของสังคม
และต้องการเห็นสังคมที่ศานติ

เหยื่ออธรรม หรือ Les Misérables

หนังสือมือสอง : เหยื่ออธรรม
ผู้เขียน : วิคตอร์ ฮูโก
ผู้แปล : "จูเลียต"
จำนวน : ๕๘๔ หน้า
ขนาด : ๑๕๗ x ๒๒๐ มม.
สำนักพิมพ์ : ทับหนังสือ
พิมพ์ครั้งที่ : ๔
เดือนปีที่พิมพ์ : เมษายน ๒๕๓๕

วรรณกรรมสากลชิ้นเอกเรื่องหนึ่งของโลก เสมือน "ดอกไม้แห่งชีวิต"
เป็นความหวังของผู้ที่หมดหวัง เป็นคัมภีร์ของประชาชนที่สุภาพอ่อนโยน
เป็นหนังสือที่ช่วยจรรโลงโลกให้สะอาดหมดจดด้วยไฟแห่งความรัก

หนังสือเหยื่ออธรรม / "จูเลียต" แปล
เหยื่ออธรรม เล่มนี้ ทางผู้แปล "จูเลียต" ได้แปลไว้เพียง ๒ ภาค คือ
ภาคหนึ่ง ฟังตีญ กับ ภาคสอง โกแซตต์ ซึ่งยังขาดอยู่อีกสามภาค

แต่ถ้าอยากเป็นเจ้าของ เหยื่ออธรรม ฉบับสมบูรณ์ ก็มีสำนวนแปลของ "วิภาดา กิตติโกวิท"
โดยได้แปลเนื้อหาวรรณกรรมชุดนี้จากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสครบ ๕ ภาค
ซึ่งนับเป็นฉบับสมบูรณ์ครั้งแรกในภาคภาษาไทยที่ควรค่าแก่การเก็บสะสมไว้บนชั้นหนังสือ

วรรณกรรมเรื่อง เหยื่ออธรรม ฉบับสมบูรณ์ มีด้วยกัน 5 ภาค หนาเกือบ 3,000 หน้า
ฌอง วัลฌอง ตัวละครเอกของเรื่อง เป็นชาวนายากจน ต้องเลี้ยงดูหลานซึ่งเป็นลูกของพี่สาวเจ็ดคน
ในปีที่อากาศหนาวจัด ฌอง วัลฌอง ไม่มีงานทำ ไม่มีเงินซื้ออาหาร ด้วยความอับจนหนทาง
เขาทุบกระจกร้านขนมปังและหยิบขนมปังไปหนึ่งก้อนจึงถูกจับ
และติดคุกสำหรับนักโทษอุกฉกรรจ์ถึง 19 ปี ซึ่งโทษถูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพราะพยายามแหกคุกหนีหลายครั้ง - วัลฌองแหกคุกเพราะไม่ยอมรับโทษทัณฑ์
ซึ่งเขารู้สึกว่าไม่ให้ความเป็นธรรมแก่เขา...

เหยื่ออธรรม มีเนื้อหาหลากหลายซับซ้อน
บางครั้งก็บริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับเรื่องสอนให้ศีลธรรมสูงส่งขึ้น เขียนอย่างมีศิลปะประณีต
บางครั้งก็น่าตื่นเต้นราวกับนิยายนวนิยายผจญภัย ไพเราะกินใจราวกับ
เป็นการสารภาพเรื่องส่วนตัวเหมือนเรื่องจริงของตัวผู้อ่าน
เป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ บทศึกษาเรื่องราวของขนบประเพณี
และความเป็นอยู่ของผุ้คนในสังคมอีกยุคสมัยหนึ่ง
ตลอดทั้งเรื่องเห็นได้ชัดว่า วิคตอร์ ฮูโก เขียนด้วยแรงบันดาลใจจากความรักเพื่อนมนุษย์ในสังคม
ตั้งแต่ต้นจนจบเขาต้องการประณาม...

"การเสื่อมลงของมนุษย์ โดยเฉพาะชนชั้นกรรมาชีพผู้อยู่ส่วนล่างของสังคม
ความเสื่อมโทรมหิวโหยของเด็กของสตรี เขาเขียนเพื่อส่งเสริมให้เกิดความเมตตากรุณา
และเข้าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากทั้งปวงให้มีชีวิตที่ดีกว่า อยู่ร่วมกันด้วยจิตใจที่โอบอ้อมอารี"

Victor Hugo - วิคเตอร์ ฮูโก
วิคตอร์ ฮูโก นักเขียนนวนิยาย นักแต่งบทละคร กวี
และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ ๑๙ ของฝรั่งเศส

***

แล้วในที่สุด ภาพยนตร์ เล มิเซราบล์... สู้ ฝัน หวัง รัก 
เรื่องราวของฝันสลาย ความรัก การเสียสละ และการกอบกู้ตนเอง
ก็มีกำหนดเปิดฉายในประเทศไทย ณ สิ้นเดือนนี้

Les Miserables หนังที่พยายามเล่าเรื่องด้านมืดอีกด้านของสังคม
ที่เสนอในการเปรียบเทียบคนที่อยู่ในชนชั้นที่สูงกว่า
สามารถข่มเห่งและบีบบังคับผู้อยู่เบื้องล่างได้เสมอไป
โดยเรื่องบทภาพยนตร์สามารถตรึงใจผู้ชมได้อย่างแน่นอน
โดยนำการเล่าเรื่องที่ปะติดปะต่อ ผู้ชมสามารถเข้าใจง่าย
และอินไปพร้อมกับบทพูดที่เป็นเสียงร้องและทำนองเพลงในรูปแบบเดอะมิวสิคัลเกือบทั้งเรื่อง
เหมือนว่าผู้ชมกำลังนั่งชมละครเวทีอยู่เรื่องหนึ่งที่โลดแล่นบนจอฟิล์มยังไงยังงั้น...





วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2556

นิทานอีสป

หนังสืออ่านนิทานแทรกคติเตือนใจสดับสติปัญญา

นิทานซึ่งชาวโลกยกย่องว่าเป็น "นิทานอมตะ" ก็คือ นิทานอีสป
เป็นนิทานสุดยอดที่ไม่มีใดๆ เทียม
ซึ่งชาติต่างๆ ทั้งยุโรปและเอเชียต่างก็ถ่ายทอดมาเป็นภาษาของตน
เพื่อเป็นการแนะแนวสอน สอดแทรกคติเตือนใจ 
และเป็นเครื่องสดับสติปัญญาแก่เยาวชนของชาติ
โดยเฉพาะเด็กๆ อ่านเมื่อเวลาปิดภาคเรียนเหมาะสมที่สุด
เข้าทำนองที่ว่า "เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี" นั่นเอง
นิทานอีสปเล่มนี้ ผู้เขียนได้เขียนนิทานนี้ไว้ไม่น้อยกว่า ๔๐๐ เรื่อง
ซึ่งแต่ละเรื่องก็ไม่ซ้ำกัน เป็นนิทานอยู่ในสมัยที่ทุกๆ อย่างในโลกพูดได้ทั้งนั้น
โดยเฉพาะท่านผู้สนใจและเยาวชนอ่านแล้วจะเกิดประโยชน์มาก


นิทานอีสป

หนังสือมือสอง : นิทานอีสป
ผู้เรียบเรียง : "พันธุ์เพชร"
จำนวน : ๓๘๖ หน้า
ขนาด : ๑๖ หน้ายกธรรมดา
สำนักพิมพ์ : สำนักงานหอสมุดกลาง 09
พิมพ์ครั้งที่ : ๔
เดือนปีที่พิมพ์ : พ.ศ. ๒๕๑๖


ปกหลัง : นิทานอีสป
นิทานอีสป เป็นเรื่องสั้นซึ่งให้คติคำสอน โดยการสอดแทรกศีลธรรมและสอนบทเรียนให้แก่เด็กๆ
ทั้งรูปแบบการนำเสนอก็น่าสนใจสำหรับเด็ก กอปรกับเนื้อเรื่องมักจะมีอารมณ์ดีและสนุกสนาน
ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆ กันมาจนเป็นตำนาน ที่สุดก็กลายเป็นอมตะ

อีกทั้งตัวละครของ นิทานอีสป มักจะเป็นสัตว์ที่ใช้เป็นตัวชูโรงโดยสัตว์จะกระทำและพูดคุยเหมือนคน 
แต่ว่าจะรักษาลักษณะของสัตว์ชนิดนั้นๆ ไว้ เช่น เสือดุร้าย หมาป่าเจ้าเล่ห์ ลาโง่เขลาเชื่องช้า ฯ

นับว่า นิทานอีสป เป็นเรื่องราวที่มีชื่อเสียงและให้ความบันเทิงที่ดีสำหรับเยาวชน
นิทานหรือเรื่องราวทั้งหมดที่สั้นมากๆ เพื่อให้เด็กมีความสนใจ แลดูน่าอ่านเพราะใช้ภาษาง่ายๆ 
แถมยังมีสัตว์เป็นตัวเอกของเรื่องซึ่งเป็นที่รักของเด็กๆ ทำให้น่าติดตาม
ที่สำคัญตอนจบของแต่ละเรื่องนั้น จะมีบทสรุปด้วยการ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...

นิทานอีสป เรื่อง นางสิงโต
นางสิงโต

ครั้งหนึ่ง บรรดาสัตว์ป่าทั้งหลาย มีเรื่องวุ่นวายใหญ่หลวง
ด้วยต่างคุยอวดกันว่า ครอบครัวของมันเป็นครอบครัวที่ใหญ่ที่สุด คือ มีลูกมากที่สุด
แต่ไม่มีใครยอมแพ้ในเรื่องนั้น มันก็พากันไปหานางสิงโต แล้วถามว่า
"ท่านมีลูกคราวละกี่ตัว?"
"ตัวเดียว" นางสิงโตตอบอย่างจริงจัง "แต่ตัวเดียวนั้นก็เป็นสิงโต"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ

**
เศรษฐีกับทรัพย์อันล้ำค่า

เมื่อเศรษฐีคนหนึ่ง รู้สึกตัวว่าจะต้องตายภายในไม่ช้า
ก็ออกคำสั่งให้บุตรภริยาขนทรัพย์สมบัติอันมีค่ามากองไว้รอบๆ กาย แล้วเขาก็สิ้นใจ
"ทำไมพ่อไม่เอาไปด้วยล่ะแม่?" บุตรน้อยถามมารดา
ในขณะที่ศพของบิดาถูกนำไปสู่สุสาน
มารดาจึงตอบว่า "พ่อตายแล้ว เอาสมบัติไปไม่ได้หรอกลูก"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า มนุษย์เรานี้ เมื่อชีวิตหาไม่ ก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้เลย

**
หมูป่ากับหมาจิ้งจอก

ในขณะที่หมูป่ากำลังลับเขี้ยวของมันกับต้นไม้
หมาจิ้งจอกถามมันว่า ทำไมมันจึงทำเช่นนั้น
"ข้าไม่เห็นมีเหตุผลอันใดที่เจ้าจะต้องทำเช่นนั้น" หมาจิ้งจอกพูดกับหมูป่า "เพราะเห็นว่า 
ขณะนี้ไม่เห็นมีพรานป่าหรือหมาไล่เนื้อ และอันตรายอย่างอื่นก็ไม่เห็นมี"
"จริง" หมูป่าว่า "แต่เมื่ออันตรายเช่นนั้นเกิดขึ้น
ข้าก็มีอย่างอื่นที่จะต้องทำยิ่งกว่าลับอาวุธของข้า"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อเป่าแตรให้ชักดาบนั้น มันก็สายเสียแล้วที่จะลับอาวุธ

...

หนังสือมือสองเรื่อง นิทานอีสป นี้ มีนิทานไม่น้อยกว่าสี่ร้อยเรื่อง อ่านกันเพลินใจแน่ๆ


วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

เดอะ ลาสต์ เอลฟ์


"ชะตาชีวิตของเราคือสิ่งที่เราต้องการ 
หาใช่สิ่งที่มีผู้จารึกไว้บนแผ่นหิน
มันคือชีวิตของเรา ไม่ใช่ความฝันของคนอื่น"

The Last Elf หรือ L'Ultimo Elfo โดย Silvana De Mari

จากโลกของนิทานสู่วรรณกรรมแฟนตาซีอันลือลั่นของอิตาลี 
(เส้นทางอบอุ่น อ่อนโยน และสว่างไสว)
พบกับการผจญภัยชวนคิดชวนขำของเอลฟ์ตนสุดท้ายและมังกรตัวสุดท้าย 
ที่ถูกลิขิตชีวิตไว้ด้วยคำพยากรณ์โบราณ
โดยครั้งนี้...เอลฟ์ตนนี้ไม่ใช่แค่เพียงตัวประกอบที่คอยชูรส 
หรือเป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฏในวรรณกรรมเยาวชนอีกต่อไป
และก็ไม่ได้มากันเป็นหมู่เหล่าหรือเป็นครอบครัวเหมือนดังเรื่องก่อนๆ แต่อย่างใด
เพราะนี่คือ เดอะ ลาสต์ เอลฟ์ เอลฟ์ตนสุดท้ายแห่งเผ่าพันธุ์ผู้มีนามว่า...
ยอร์ชครุนสกวาร์กจอลเนอร์สตริงค์

เดอะ ลาส เอลฟ์ (The Last Elf)

หนังสือมือสอง : เดอะ ลาสต์ เอลฟ์
ผู้เขียน : ซิลวานา เด มารี
ผู้แปล : นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ
จำนวน : ๓๕๖ หน้า
ขนาด : ๑๖ หน้ายกพิเศษ
สำนักพิมพ์ : เพิร์ล
พิมพ์ครั้งที่ : ๑
เดือนปีที่พิมพ์ : ตุลาคม ๒๕๔๙

***


เมื่อน้ำท่วมผืนแผ่นดิน ดวงตะวันจะอันตรธาน
ความมืดและความเหน็บหนาวจะมาเยือน
เมื่อมังกรตัวสุดท้ายและเอลฟ์ตนสุดท้ายทำลายวงกลม
อดีตและอนาคตจะมาบรรจบกัน
ดวงตะวันแห่งฤดูร้อนครั้งใหม่จะเจิดจ้าอยู่บนท้องฟ้า

ณ ท้องทุ่งร้างแห่งหนึ่ง สายฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา 
ทุกสิ่งทุกอย่างหายไปใต้น้ำ... ยอร์ชครุนสกวาร์กจอลเนอร์สตริงค์ 
เอลฟ์ตนสุดท้ายแห่งเผ่าพันธุ์ ต้องแหวกว่ายอยู่ในธาราแห่งความมืดมน 
จ่อมจมอยู่กับความทุกข์ระทม สิ้นหวัง แต่แล้วชีวิตของเขาก็พลันกลับตาลปัตร 
เมื่อได้พบกับมนุษย์สองคน คำพยากรณ์โบราณ และมังกร...ตัวสุดท้าย



ในหนังสือมือสองเล่มนี้จะแบ่งเป็นสองภาค 
ภาคแรกคือ เอลฟ์ตนสุดท้าย ส่วนภาคสองคือ มังกรตัวสุดท้าย 

โดยในภาคแรกนั้นเกี่ยวกับการเดินทางของเอลฟ์น้อย เอลฟ์ตนสุดท้ายของดินแดน 
เอลฟ์ผู้น่าสงสารที่ถูกมนุษย์ไล่ฆ่าเพราะพวกเขากลัว 
กลัวในอำนาจมนตราที่พวกเขาคิดว่าเอลฟ์มี แต่จริงๆ แล้วเอลฟ์แทบจะไม่มีมนตราใดๆ เลย 
แค่ชุบชีวิตแมลงหวี่กับจุดไฟได้เท่านั้น หรืออาจจะชุบชีวิตกระต่าย ไก่ พวกสัตว์ต่างๆ ได้บ้าง
กระนั้นแล้วเอลฟ์ก็ต้องสูญเสียพลังไปด้วยเหมือนกัน
เสน่ห์ของเอลฟ์น้อยคือ ความไร้เดียงสา ใสซื่อบริสุทธิ์ และขี้แย 
เห็นตัวอะไรตายก็จะร้องไห้ เพราะเอลฟ์น้อยสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของสัตว์ที่ตายได้ 
เพียงแค่สัมผัสหัวของมัน ก็รู้ถึงความหวาดกลัวความตาย ความเจ็บปวดของสัตว์เหล่านั้น

ส่วนภาคสองเริ่มเครียดขึ้นมาหน่อย ออกแนวการเมืองบ้าง ทว่ายังคงความฮาและสดใสอยู่
ซึ่งภาคนี้เอลฟ์น้อยจะกลายเป็นเอลฟ์หนุ่ม และต้องไปช่วย ลูกสาวของนายพราน
แล้วก็จะรู้ด้วยว่า...ทำไมมังกรถึงชอบฟังนิทานน้ำเน่าอย่างนั้น

"ความเจ็บปวดท่วมท้นหัวใจของเอลฟ์หนุ่ม 
เฉือนเข้าไปในจิตวิญญาณของเขาดั่งคมมีด 
และไปบรรจบกับอีกความเจ็บปวดหนึ่งซึ่งมีมานานแล้ว
 แม่ผู้ไปสู่ดินแดนที่ไปแล้วไม่มีวันกลับ 
ตอนที่เขายังเล็กเกินกว่าจะจำความได้ 
ยายผู้อยู่ในน้ำซึ่งกำลังขึ้นสูง 
ตอนที่เขาโตเกินกว่าจะลืมเลือน"

**

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนของคุณ Masaomi จาก เดอะ ลาสต์ เอลฟ์ The Last Elf





วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม

วรรณกรรมอารมณ์สดใส เพื่อการมองโลกอย่างรื่นรมย์
นิยายรางวัลซังเคยอดนิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่น

Colorful หรือ เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม เล่มนี้ เป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของ โมริ เอโตะ
เนื่องจากไม่เพียงได้รับรางวัล ยังทำสถิติเป็นหนังสือขายดีอันดับสองของญี่ปุ่นในปี 1998
เพราะความอบอุ่นและอารมณ์ขันของเรื่องได้ชนะใจผู้อ่านหลากหลายวัย 
โดยเฉพาะวัยเรียนกับวัยรุ่น อีกทั้งเรื่องนี้ยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ 
ซึ่งไม่แน่แปลกใจเลยหากทราบว่า...
โมริ เอโตะ นั้นเป็นนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนชื่อดัง 
และเป็นเจ้าของรางวัลวรรณกรรมเยาวชนมากมาย
อาทิ รางวัลนักเขียนหน้าใหม่สำนักพิมพ์โคดันนะ รางวัลโนมะ รางวัลซังเค และรางวัลโรโบโนะอิชิ

เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม (Colorful)
หนังสือมือสอง : เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม
ผู้เขียน : โมริ เอโตะ
ผู้แปล : วิยะดา คาวางุจิ
จำนวน : ๑๘๔ หน้า
ขนาด : ๑๖ หน้ายกพิเศษ
สำนักพิมพ์ : JBOOK
พิมพ์ครั้งที่ : ๗
เดือนปีที่พิมพ์ : กันยายน ๒๕๔๘


ดวงวิญญาณของผมกำลังล่องลอยอยู่บนฟ้า จู่ๆ เทวดาก็ประกาศว่าผมได้รับรางวัลจากสวรรค์ 
ให้เป็นผู้โชคดีจากแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษสามารถกลับไปมีชีวิตบนโลกได้อีกครั้ง
แต่...ต้องอยู่ในร่างที่สวรรค์เลือกให้ คือ โคบายาชิ มาโคโตะ
โดยมีครอบครัวของมาโคโตะเป็น ' โฮมสเตย์' และมีทูตสวรรค์แสนกลอย่างปูระปูระคอยเป็นพี่เลี้ยง

ว่าแต่ 'ผม' จะสามารถกลับมาดำเนินชีวิตในโลกนี้ได้อย่างเป็นสุขและพึงพอใจหรือไม่หนอ
ในเมื่อครอบครัวโฮมสเตย์ของผมนั้นช่างเต็มไปด้วยปัญหาสารพันสารเพ
ทั้งพ่อที่เห็นแก่ตัว แม่ตกงาน พี่ชายเย็นชา หนำซ้ำสาวที่ผมชื่นชอบก็มีพฤติกรรมน่าละอาย
แถมบรรดาเพื่อนๆ ก็ไม่คบผมอีกต่างหาก

มิน่าล่ะ...โคบายาชิ มาโคโตะ ถึงต้องฆ่าตัวตาย อำลาร่างกายซึ่ง 'ผม' มาอยู่แทนที่นี้...

เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม นิยายแนว Heart Warming Comedy

เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม จัดอยู่ในวรรณกรรมประเภท Heart Warming Comedy
หรือเรียกภาษาไทยได้ว่า "วรรณกรรมอารมณ์สดใส"
แม้ว่ามองเผินๆ เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม เป็นนิยายเคร่งเครียดชวนเศร้าหมอง
ทั้งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายดูเหมือนจะเป็นเรื่องโศกนาฎกรรม
แต่ด้วยฝีมือของ โมริ เอโตะ นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนมือรางวัล
ตลอดจนการผูกเรื่องของหนังสือเล่มนี้ทำได้ดีมาก

ชีวิตของ มาโคโตะ จึงพลิกผันจากอมทุกข์อันดำมืดมาพบเจอความสุข สนุกสนานหลากสีสันได้
ซึ่ง โมริ เอโตะ ได้แสดงให้ผู้อ่านเห็นชัดเจนว่า บรรดาความอบอุ่นในครอบครัว
และกำลังใจในการดำเนินชีวิตเหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งไกลเกินเอื้อมเลย
ขอเพียงเรามองคนรอบข้างในแง่ดีขึ้น มองให้รอบด้านขึ้น
ที่สำคัญคือ สื่อสารกันมากขึ้น บนพื้นฐานของความรักและความปรารถนาดีต่อกัน
ซึ่งนับวันจะหดหายไปในสังคมที่เร่งรีบ การที่เราไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวได้บนโลกใบนี้
เราต้องมีเพื่อน และการคิดฆ่าตัวตายไม่ใช่ทางออกของการแก้ไขปัญหา

กลวิธีการแต่งเรื่องของ โมริ  เอโตะ น่าสนใจ เนื่องจากมีการสร้างตัวละครที่หลากหลายลักษณะ
ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนอารมณ์ของผู้อ่านอยู่ตลอดเวลา
มีทั้งเศร้า ขบขัน ลุ้นระทึก สร้างความฉงน และชวนติดตาม
ซึ่งการปรับเปลี่ยนอารมณ์ของเรื่องเช่นนี้ช่วยกระตุ้นให้ผู้อ่านทำความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ
ทั้งของผมและของมาโคโตะ ร่วมค้นหาและเป็นกังวลไปพร้อมๆ กับตัวละคร

หนังสือเล่มนี้มิได้เหมาะสำหรับเยาวชนแต่เพียงอย่างเดียว 
แต่ยังเหมาะสำหรับนักอ่านที่เป็นผู้ใหญ่ด้วย 

เนื่องจากเนื้อหาในเรื่องอาจช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมุมมอง พฤติกรรมของวัยรุ่นเพิ่มขึ้น
อีกทั้งส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างวัยรุ่นกับผู้ใหญ่คือ ความไม่เข้าใจต่อกัน
ด้วยเหตุนี้หากเป็นไปได้ที่คนสองวัยเปิดใจทำความเข้าใจและเรียนรู้กันให้มาก
รวมทั้งพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกันอย่างไม่ปิดกั้นตัวเองจนเกินไป
ก็จะช่วยสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างคนสองวัยได้
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจที่ซ้ำรอยอย่างเช่นในกรณีของมาโคโตะ...



วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อำลาปี พ.ศ. ๒๕๕๕

อีกไม่ช้าและไม่นาน...ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ หรือ ค.ศ. 2012 ก็จะผ่านพ้นไป
คิดๆ ดูแล้วก็ใจหายวาบเหมือนกัน หนึ่งปีผ่านไปพร้อมกับเรื่องราวต่างๆ มากมายหลายรสชาติ
สำหรับผมนั้น ปีที่กำลังจะเก่านับเป็นปีซึ่งน่าจะอ่านหนังสือได้น้อยลง สัมผัสหน้ากระดาษน้อยลง
กลายเป็นว่ายิ่งอายุมากขึ้น ชีวิตและสายตากลับต้องมาเพิ่งพิศหน้าจอสี่เหลี่ยมๆ เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันก็ดูโทรทัศน์น้อยลง พูดคุยน้อยลง และปฏิสัมพันธ์กับผู้คนลดลง...

มีหนังสือหลายเล่มที่อยากเปิดอ่านทว่าจนแล้วจนเล่าก็ไม่ได้หยิบมาอ่าน
และก็มีหนังสือเก่าเก็บอีกมากมายที่อยากอ่านซ้ำ แต่ก็ยังหาเวลามารื้อฟื้นไม่ได้สักที

อีกไม่กี่ชั่วโมง...เสียงเฉลิมฉลองเพื่อต้อนรับปีใหม่ก็จะโหมโรงเปิดฉากขึ้น
นับเป็นช่วงวันหยุดและห้วงเวลาแห่งความสุขของคนมากมาย...
บล็อก แนะนำหนังสือสอง เล็กๆ นี้ ก็ขอส่งความสุขและความปีติยินดีแด่คนไทยทุกท่านด้วย
กระนั้น, ด้วยพอเขียนบทกลอนตามประสามือสมัครเล่น จึงใคร่อยากจดจารความรู้สึกบางอย่างบ้าง
แล้วปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยกลับมาพบกันอีกครั้ง...พร้อมความหวังและความฝันแสนสวยงามกัน

อำลาอาลัย ปี พ.ศ. 2555

ลาแล้วลาลับ...ลาทีปี ๒๕๕๕    
ที่ผ่านไปแล้วผ่านมา และผ่านหาย
ผ่านเรื่องราวเหนื่อยยากแสนมากมาย    
ผ่านทั้งสิ่งดีและร้ายหลากหลายครัน

อาจร้องไห้ในบางคืนที่เมาค้าง    
มียิ้มบ้างในบางคราที่น่าขัน
อาจย่ำแย่ย่อยยับกับบางวัน    
มีหัวเราะเยาะหยันบางเวลา

ปีเก่าใกล้ผ่านพ้นอีกหนแล้ว
พาใจแป้วจิตป่วนรัญจวนหา
วันวัยล่วงผ่านเลย...เคยผ่านมา
ก็ผ่านไปในพริบตาเพียงชั่วคืน

ขอความทุกข์เข็ญทวีของปีก่อน
ซึ่งบั่นทอนชีวิตจนเกินทนฝืน
บรรเทาลงสิ้นมลายกลายเป็นฟืน
ที่พร้อมลุกโชนชื่นเมื่อตื่นเช้า

ลุกเป็นไฟให้ความหวังดังตะวัน
แผดสาดแสงเสกสรรดับความเศร้า
พานพบทางสายหมอกขาวพราวพริ้งเพรา
ทอดทับตามทางสีเทาแสนเปล่าดาย

ลาแล้วลาล่วง ปี ๒๕๕๕
ฝากน้ำตาความบัดซบสยบพ่าย
ปลดตรวนพันธนาการร้าวรานร้าย
จงลาลับลิบหายไปพร้อมกัน

ขออำลาปีเก่า...เมาทิ้งทวน
ดื่มประชดฤดูแปรปรวน โลกผวนผัน
แด่อดีตที่ยับเยินเกินจำนรรจ์
ลมหายใจที่เหลือนั้นสู้แค่ตาย...

***

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Life of Pi การเดินทางของพาย พาเทล


นิยายมหัศจรรย์ที่ขายดีไปทั่วโลก 
และได้รับรางวัลระดับสากลมากมาย

เป็นนวนิยายผจญภัยแนวแฟนตาซีของ ยานน์ มาร์เทล (Yann Martel)
นับเป็นผลงานของนักเขียนแคนาดาหน้าใหม่ไร้ชื่อเสียง
ซึ่งถึงขนาดต้องประกอบอาชีพเป็นยาม ล้างจาน และใช้แรงงานเพื่อเลี้ยงชีพ
แต่แล้ว ยานน์ มาร์เทล ผู้เขียนกลับกลายเป็นศิลปินชื่อก้องโลกในชั่วข้ามคืน
เมื่อนิยายเล่มนี้ของเขาถูกตีพิมพ์ขายดีแบบปากต่อปาก และได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมาย
เพราะเขาทำใหคนอ่านเชื่อได้ว่าเป็นเรื่องจริง จึงโดนใจนักอ่านไปกว่าสามสิบประเทศทั่วโลก

Life of Pi ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนในวัยเด็กคนหนึ่งซึ่งเคยเดินทางผจญภัยในอินเดีย
ซึ่งตัวเอกของเรื่องนี้คือ พิสซีน "พาย" โมลิตอร์ พาเทล เด็กชายชาวอินเดียจากเมืองพอนดิเชอร์รี
เรื่องราวเหลือเชื่อและเต็มไปด้วยมนตร์สะกดของพาย พาเทล
ซึ่งกำเนิดในครอบครัวผู้อำนวยการสวนสัตว์ และตัวเขานับถือถึงสามศาสนา
คือ ฮินดู คริสต์ และ อิสลาม

Life of Pi การเดินทางของพาย พาเทล
หนังสือมือสอง : การเดินทางของพาย พาเทล
ผู้เขียน : ยานน์ มาร์เทล
ผู้แปล : ตะวัน พงศ์บุรุษ
จำนวน :  ๒๙๒ หน้า
ขนาด : ๑๖ หน้ายกพิเศษ
สำนักพิมพ์ : บลิส
พิมพ์ครั้งที่ : ๑
เดือนปีที่พิมพ์ : กันยายน ๒๕๔๗


การเดินทางของพาย พาเทล เริ่มต้นเมื่อครอบครัวต้องอพยพไปอยู่แคนาดาพร้อมกับสารพัดสัตว์
เพราะเมื่อพายอายุได้สิบหกปี พ่อของเขาได้ตัดสินใจที่จะปิดสวนสัตว์
เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในอินเดียสมัยอินทิรา คานธี ไม่ค่อยแน่นอนนัก 
พ่อได้ขายสัตว์ส่วนใหญ่ในสวนสัตว์ให้กับสวนสัตว์หลายแห่งในสหรัฐฯ

พายได้เดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปพร้อมกับบรรดาสัตว์ด้วยเรือสินค้าชื่อ ซิมซัม 
การผจญภัยอุบัติขึ้นเมื่อเรือแตก พาย พาเทล เป็นคนเดียวที่รอดชีวิต
แต่เขาต้องติดอยู่บนเรือชูชีพกับหมาป่าไฮยีนา ลิงอุรังอุตัง ม้าลาย
และ...เสือโคร่งเบงกอลหนัก 450 ปอนด์ ชื่อ ริชาร์ด พาร์เกอร์ 
บรรดาสัตว์ต่างกินกันเองตามวิสัยธรรมชาติ 
จนกระทั่งเหลือเพียง พาย พาเทล กับ ริชาร์ด พาร์เกอร์

ยาน มาร์เทล Yann Martel
คนกับเสือผจญทะเลด้วยกันนานถึง 227 วัน
กลายเป็นเรื่องราวอันพิสดารที่ไม่มีใครเหมือน

รางวัลและเกียรติยศของ Life of Pi
• ปี 2001 เข้ารอบสุดท้ายรางวัล Governor General's Literary Award for Fiction (Canada)
รางวัลทางวรรณกรรมอันทรงเกียรติสูงสุดของประเทศแคนาดา
• ปี 2001 ชนะเลิศประเภทนวนิยายรางวัล Hugh MacLennan Prize (Canada)
• ปี 2002 เข้ารอบสุดท้ายรางวัล Commonwealth Writers Prize (Eurasia Region, Best Book)
• ปี 2002 ชนะเลิศประเภทนวนิยายรางวัล Man Booker Prize
• ปี 2003 ชนะเลิศรางวัล Boeke Prize (South Africa) 
รางวัลทางวรรณกรรมอันทรงเกียรติสูงสุดของประเทศแอฟริกาใต้

***



ภาพยนตร์ Life of Pi ชื่อไทย ชีวิตอัศจรรย์ของพาย (จะเข้าฉายในประเทศไทย 20 ธ.ค. สิ้นปีนี้)
โดยผู้กำกับ อั้ง ลี่ สร้างขึ้นจากหนังสือขายดีแนวผจญภัยแนวแฟนตาซีของ Yann Martel
ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กหนุ่มชาวอินเดีย ชื่อ พาย พาเทล ที่มีชีวิตรอดจากเหตุการณ์เรือล่ม
โดยใช้ชีวิตอยู่ในเรือชูชีพเป็นเวลา 227 วัน กับบรรดาสิงสาราสัตว์นานาชนิด รวมถึงเสือเบงกอลตัวมหึมา
พายต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังกับเจ้าสัตว์ร้ายนี้โดยใช้ความรู้ ไหวพริบ และศรัทธาทั้งหมดเพื่อให้มีชีวิตรอด

ภาพยนตร์ Life of Pi มีการพัฒนาเทคนิคสำหรับการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ด้วยรูปแบบภาพ 3 มิติ
เปิดประสบการณ์ที่มีมนต์เสน่ห์น่าหลงใหล สร้างแรงบันดาลใจได้อย่างน่าประทับใจ
และพาผู้ชมไปสู่การค้นพบที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม...


วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คนเลี้ยงม้า

วรรณกรรมที่ได้รับรางวัลดีเด่น พิมพ์เผยแพร่ถึง ๕ ภาษา
"คนเลี้ยงม้า" เป็นเรื่องสั้นขนาดยาวที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นเรื่องสั้นดีเด่นในปี ค.ศ. 1980

คนเลี้ยงม้า

หนังสือมือสอง : คนเลี้ยงม้า
ผู้เขียน : จาง เสียน เลี้ยง
ผู้แปล : พิริยะ พนาสุวรรณ
จำนวน : ๘๐ หน้า
ขนาด : ๑๖ หน้ายกธรรมดา
สำนักพิมพ์ : ชีวิต
พิมพ์ครั้งที่ : ๓ (ปกไม่ได้แก้ไข พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๑)
เดือนปีที่พิมพ์ : มกราคม ๒๕๓๕

นวนิยายขนาดสั้นร่วมสมัยเรื่องนี้ ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในประเทศจีน
ยุคหลังการปฏิวัติวัฒนธรรม และความนิยมก็ขยายวงกว้างออกไปสู่ภายนอก
จนถึงกับมีผู้นำไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา

เมื่อเห็นว่าเป็นวรรณกรรมจีน
ผู้อ่านหลายท่านคงจะหลับตานึกถึงนวนิยายต่อต้านลัทธิทุนนิยม
หรือไม่ก็เป็นนวนิยายส่งเสริมระบอบสังคมนิยม
แต่ในความเป็นจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่...

จาง เสียน เลี้ยง เขียน / พิริยะ พนาสุวรรณ แปล
คนเลี้ยงม้า...
เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้กับชีวิตต่างๆ มาโดยตลอด
เช่นเดียวกับผู้อ่านทุกคน และจากประสบการณ์ซึ่งมีทั้งความขมขื่น
ความรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง ผสมผสานกับความหอมหวานและความสุข
เขาก็ค้นพบสิ่งที่คนเราทุกคนต้องการจะรู้ นั่นก็คือ...
เขา มิใช่คนไร้ค่า ดังที่เคยคิดมาโดยตลอด

สิ่งที่เขาค้นพบด้วยตัวเองนี้...
ทำให้ ซู้ หลิง จุน ปฏิเสธข้อเสนอของบิดาซึ่งเป็นมหาเศรษฐี
ที่จะพาเขาไปใช้ชีวิตอย่างสบายในต่างประเทศ
ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า เขารู้ว่าตัวเองมีคุณค่าต่อเพื่อนมนุษย์และต่อสังคมบ้านนอก
ที่แสนล้าหลัง จนไม่สามารถทิ้งมาตุภูมิไปได้

***

"ผมรู้สึกปีติยินดีที่ได้ทราบว่า
คุณชอบนวนิยาย 'คนเลี้ยงม้า' ของผม และได้แปลเป็นภาษาไทยแล้ว
ประเทศจีนกับประเทศไทยได้ไปมาหาสู่กันฉันมิตรมาโดยตลอด
แต่น่าเสียใจมากที่เราทั้งสองฝ่ายยังทำไม่เพียงพอในการใช้
วรรณกรรมมากระตุ้นการเพิ่มพูนความเข้าใจต่อกันให้มากยิ่งขึ้น

ขอให้คุณเชื่อว่าวรรณกรรมของนักเขียนของจีนในยุคปัจจุบัน
ก็เป็นหน้าต่างที่ดีที่สุดสำหรับมองดูและทำความเข้าใจต่อจิตใจของชาวจีนในยุคปัจจุบัน
สิ่งที่ทำให้ผมยินดีก็คือคุณได้ช่วยเผยความในใจของชาวจีนคนหนึ่ง
ออกมาให้ผู้อ่านชาวไทยรู้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว"
                               - จดหมายจาก จาง เสียน เลี้ยง -


วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เรือโรงงาน

วรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมจากญี่ปุ่น
เป็นงานที่มีชื่อเสียงมากชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์วรรณกรรมสมัยใหม่
เป็นเรื่องที่เขียนได้อย่างมีศิลปะและสะท้อนภาพสังคมในญี่ปุ่น
ก่อนที่จะพบกับความสำเร็จในการพัฒนาพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม

เรือโรงงาน
(พิมพ์ครั้งแรกเมื่อกุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ ในชื่อ "เรือนรก")
หนังสือมือสอง : เรือโรงงาน
ผู้เขียน : ทาคิจิ โกบายาชิ
ผู้แปล : วิทยากร เชียงกูล
จำนวน : ๑๕๒ หน้า
ขนาด : ๑๖ หน้ายกธรรมดา
สำนักพิมพ์ : ดาวเรือง
พิมพ์ครั้งที่ : ๓
เดือนปีที่พิมพ์ : สิงหาคม ๒๕๓๑

ทาคิจิ โกบายาชิ เริ่มเขียนนวนิยายเรื่อง เรือโรงงาน เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๑
โดยก่อนหน้านั้นสองปีเขาได้อ่านหนังสือพิมพ์พบเรื่องราวการเอารัดเอาเปรียบคนงาน
อย่างไร้มนุษยธรรมบนเรือโรงงานลำหนึ่ง ซึ่งคนงานเหล่านั้นถูกจ้างไปทำงานบนเรือโรงงานปูกระป๋อง
คนงานที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่นายจ้างกำหนดจะถูกลงโทษอย่างหนัก
คนงานหลายคนส่วนหนึ่งยังเป็นเพียงเด็กวัยรุ่น ก็ถูกตี ถูกเหล็กเผาไฟนาบหรือไม่ก็ถูกหย่อนลงทะเล
เมื่อเรือลำนั้นแล่นกลับมาที่ท่าเมืองฮาโกดาเตะ คนงานจึงได้ร้องเรียนต่อทางการ
ถึงความโหดร้ายของกัปตัน ผู้จัดการ และหัวหน้าคนงาน รวมทั้งได้รายงานเรื่องนี้ไปทางหนังสือพิมพ์ด้วย
เป็นผลให้กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง

เมื่อทาคิจิอ่านพบเรื่องนี้ เขาได้ชักชวนเพื่อนคนหนึ่งซึ่งกำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับ
"สภาวะความเป็นอยู่ของคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม"
ให้ขยายขอบเขตการวิจัยไปศึกษาถึงสภาวะของคนงานในเรือโรงงานทั้งหลายด้วย
ส่วนทาคิจิเองก็เริ่มลงมือศึกษาเตรียมตัวเขียนนิยายเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนงานในเรือโรงงานประเภทนี้

The Factory Ship โดย Takiji Kobayashi
ทาคิจิได้เตรียมศึกษาค้นคว้าก่อนเขียนเรื่องนี้อย่างมาก
เขาเขียนบรรยายถึงที่ทำงานและสภาพการทำงานของคนงานได้อย่างละอียด
รวมทั้งบรรยากาศที่หดหู่ การกดขี่ภายในเรือโรงงาน
ตัดกับบรรยากาศของทะเลซึ่งบางครั้งก็แปรปรวน บ้างครั้งก็สวยสงัด

***

"งานชิ้นนี้ไม่มีพระเอก ไม่มีตัวละครเด่นๆ 
ชนิดที่คุณจะพบได้ในงานที่กล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่ของปัจเจกชน...ผมเชื่อว่า
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีการพยายามที่จะเขียนเรื่องที่มีลักษณะดังกล่าวออกมาเป็นเรื่องยาว
มันเป็นงานที่เสี่ยงและยากในทุกแง่มุม"
- ทาคิจิ โกบายาชิ -

"ทาคิจิบรรยายถึงความปั่นป่วนของทะเลคัมชัตสุกะได้อย่างยอดเยี่ยม
ลักษณะของธรรมชาติด้านที่โหดร้าย ปั่นป่วน 
ซึ่งขัดแย้งกับภาพแห่งความสงบราบเรียบที่เคยปรากฏในกวีนิพนธ์และนิยาย
ได้ถูกนำมาบรรยายในวรรณกรรมคนงานเป็นครั้งแรก"
- แฟรงค์ โมโตฟูจิ -

"งานของทาคิจิเรื่องนี้มีลักษณะเฉพาะ คือเป็นเรื่องที่เขียนอย่างเรียบง่าย
ใช้ประโยคสั้น ห้วน เห็นภาพชัด เป็นรูปธรรม...ที่สำคัญเขาเขียนได้อย่างมีศิลปะ
ชวนติดตามและก่อให้เกิดความสะเทือนใจได้อย่างสูง
เนื้อหาของเรื่องเข้มข้นในตัวมันเองอย่างสมจริงสมจัง ไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้น"
- วิทยากร เชียงกูล -




วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คำสอนของพ่อ

เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม 
ซึ่งในปีนี้ยังเป็นปีพิเศษนั่นคือวันครบรอบ ๘๕ พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่คนไทยถือว่าเป็น 

พ่อของแผ่นดิน” 

คำสอนของพ่อ

ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ และระหว่างที่ทรงครองศิริราชสมบัติ
ในหลวงได้ยึดมั่นในพระดำรัสที่ว่า “เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม” อยู่ตลอดเวลา
พระองค์ทรงทำทุกอย่างเพื่อพระสกนิกรทุกหมู่เหล่าโดยไม่เคยแบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา
ตลอดเวลาพระองค์ที่ทรงครองราชย์ได้พระราชทานโครงการพระราชดำริกว่าสามพันโครงการ
เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนที่ยากจนและด้อยโอกาส

หนังสือมือสอง คำสอนของพ่อ เล่มนี้ เวลาผ่านไป ๑๑ ปีแล้ว
จัดพิมพ์เนื่องด้วยวันที่ ๒๗ พ.ค. ๒๕๔๔ เป็นวันครบรอบปีที่ ๖๖ ของกรมการทหารสื่อสาร
จึงได้จัดพิมพ์พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพื่อเป็นแนวทาง น้อมนำมาปฏิบัติ และดำเนินชีวิตให้เจริญก้าวหน้าผาสุกสืบไป...


***

“...การแบ่งการศึกษาเป็นสองอย่างคือ การศึกษาวิชาการอย่างหนึ่ง 
วิชาการนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ตัวเองและแก่บ้านเมือง ถ้ามาใช้ต่อไปเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว 
อีกอย่างหนึ่ง ขั้นที่สองก็คือความรู้ที่จะเรียกได้ว่าธรรม คือรู้ในการวางตัว ประพฤติและคิด วิธีคิด 
วิธีที่จะใช้สมองมาทำเป็นประโยชน์แก่ตัว สิ่งที่เป็นธรรมหมายถึงวิธีการประพฤติปฏิบัติ ค
นที่ศึกษาในทางวิชาการและศึกษาในทางธรรมก็ต้องมีปัญญา 
แด่ผู้ใช้ความรู้ในทางวิชาการทางเดียวและไม่ใช้ความรู้ในทางธรรมจะนับว่าเป็นปัญญาชนมิได้…”
พระบรมราโชวาทพระราชทาน
เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๓


“…ปัจจุบันมีความคิดทฤษฎีอยู่มากทั้งเก่าและใหม่สำหรับให้ปฏิบัติ 
ผู้สำเร็จการศึกษาซึ่งเป็นบัณฑิตเป็นผู้รู้ ควรจะมีหลักในการเลือก การประสม 
และการปฏิบัติทฤษฎีนั้นๆ อย่างมีเหตุผล…เลือกเฟ้นทฤษฎีเหล่านั้นก่อน 
แล้วนำเอาแต่ส่วนที่เชื่อได้แน่ว่าดีว่าถูกต้องมาใช้การให้ได้ผลที่พึงประสงค์
จึงจะเกิดเป็นผลดีแก่การศึกษาของชาติ ทำให้การศึกษาเจริญงอกงามและมั่นคง 
ทั้งเหมาะสมและสอดคล้องแก่สภาพการณ์ทุกอย่างของประเทศของโลกอย่างสมบูรณ์…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517 

เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

 "ความรู้กับดวงประทีปเปรียบกันได้หลายทาง ดวงประทีปเป็นไฟที่ส่องแสงเพื่อนำทางไป 
ถ้าใช้ไฟนี้ส่องทางไปทางที่ถูก ก็จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้โดยสะดวกเรียบร้อย 
และถ้าไม่ระวังไฟนั้นอาจจะเผาผลาญให้บ้านช่องพินาศลงได้ 
ความรู้เป็นแสงสว่างที่จะนำเราไปสู่ความเจริญ 
ถ้าไม่ระมัดระวังในการใช้ความรู้ก็จะเป็นอันตรายเช่นเดียวกัน 
จะทำลายเผาผลาญบ้านเมืองให้ล่มจมได้"
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕


“ท่านผู้ใหญ่ไปตรวจราชการที่ไหน ถ้าไปถึงไม่มีใครเลี้ยงก็โกรธ 
แต่ถ้าไปถึงแล้วเลี้ยงก็พอใจ แต่ว่าเงินที่เลี้ยงน่ะเอามาจากไหน 
เมื่อไม่มีเงินรับรองของส่วนภูมิภาคก็ต้องไปเรี่ยไรกัน ไปเรี่ยไรจากข้าราชการชั้นผู้น้อย 
หรือไม่อย่างนั้นก็ไปขูดรีดจากพ่อค้า แล้วพ่อค้าก็ต้องถือว่าเป็นการลงทุน
มันก็กลายเป็นคอรัปชั่นไป”
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะกรรมการอำนวยการ
สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ
ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ๒๔ กันายายน พ.ศ. ๒๕๑๒


"...เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว 
รายได้ของประเทศที่ได้มาใช้สร้างความเจริญต่างๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ 
จึงอาจกล่าวได้ว่า ความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของเกษตรเป็นสำคัญ
และงานทุกๆ ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ..."
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตร
ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๗

"...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย 
ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่ พอมี พอกิน 
และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่ พอกิน มีความสงบ 
และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่ จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน 
ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ 
เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้..." 
พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 
ณ ศาลาดุสิตดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗

"...พอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือ คำว่าพอก็เพียงพอ เพียงนี้ก็พอ
ดังนั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย 
มีความคิดว่าต้องทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก 
คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้  
แต่ว่าจะต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ 
พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง
ฉะนั้นความพอเพียงก็แปลว่า ความพอประมาณและความมีเหตุผล...”
พระราชดำรัชเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑







วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บ้านระแกง

เดือนธันวาคม...ใกล้สิ้นปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ขณะฤดูหนาวหายไปไหน--
บล็อกแนะนำหนังสือมือสอง see-book น้อยๆ ให้รู้สึกใจหายยิ่งนัก วันเวลาผ่านไปอีกปีแล้ว

บันเทิงบันทึกของเด็กโรงงานทำรองเท้า
ปรัชญาที่น่าขบคิดจากโลกใบเล็กๆ ของเด็กชายตัวน้อยๆ

บ้านระแกง / สุรชัย เหลืองไชยรัตน์

หนังสือมือสอง : บ้านระแกง
ผู้เขียน : สุรชัย เหลืองไชยรัตน์
จำนวน : ๑๒๖ หน้า
ขนาด : ๑๖ หน้ายกพิเศษ
สำนักพิมพ์ : ดับเบิ้ลนายน์
พิมพ์ครั้งที่ : ๑
เดือนปีที่พิมพ์ : สิงหาคม ๒๕๔๓

บ้านระแกง...ปรัชญาที่แฝงไว้ในความแก่นซน ดื้อรั้นของเด็กชายตัวน้อยๆ
ที่เพียรสร้างวีรกรรม และสรรหาความแสบ - ซุกซนไม่เว้นแต่ละวัน
จนเกิดเป็นข้อคิด คติ และปรัชญาให้ได้อ่านกันเพลินๆ
อาจไม่เคร่งครัด เคร่งเครียด ดั่งเช่นปรัชญาโดยทั่วไป
เพราะถือเป็น... บันเทิงบันทึก ที่ให้ทั้งความบันเทิงและสาระ เพื่อให้ผู้อ่านได้ขบคิด
และนำไปดัดแปลงใช้กับชีวิตประจำวันได้ในทุกๆ โอกาส

โตมากับเกือก พกเกลือเหน็บเข็มขัด กัดลูกมะเกี๋ยง
"บ้านระแกง" หรือที่พวกเราจะเรียกกันในบ้านว่า 'บ้านใต้'
เป็นบ้านที่ให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่เรามานาน
ที่นี่เป็นที่ที่เราใช้เป็นโรงงานผลิตรองเท้าในสมัยแรกๆ
ที่นี่เป็นที่ที่เคยใช้เลี้ยงดูช่างทำรองเท้ากว่าห้าสิบครอบครัว
ที่นี่มีอะไรหลายอย่างที่ทำให้เกิดรากฐานของความเป็นเราในปัจจุบันนี้

ในปัจจุบันนี้ บ้านระแกงเป็นที่ดินซึ่งมีโกดังเก็บสินค้าเก่าๆ 
และมีโรงเลี้ยงไก่อายุกว่าสามสิบปีอยู่หนึ่งหลังพร้อมกับบ้านพักเล็กๆ บ้านหนึ่งเท่านั้น
ความเรียงต่างๆ เหล่านี้เป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านระแกง
และสังคมในละแวกนั้นในสมัยก่อนที่จะย้ายออกไปอาศัยอยู่ที่อื่น

ความเรียงเหล่านี้เขียนให้พี่น้องและประชาชนทั่วไป
ที่เคยอาศัยอยู่ในละแวกระแกงในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๐
ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้บ้านระแกงของเราเป็นบ้านที่ร่มเย็น
ทุกคนมีส่วนร่วมทำให้บรรยากาศของการเติบโตขึ้นมาในสังคมเป็นไปได้ด้วยความราบรื่น

คนข้างบ้านเป็นเพื่อน พ่อแม่เป็นที่พึ่ง พี่น้องเป็นกำลังใจ
ทำให้บ้านระแกงถึงแม้จะเป็นบ้านไม้เก่าอายุกว่าห้าสิบปีนั้น
เป็นบ้านที่เต็มไปด้วยความหวานชื่น 
ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านระแกงจะเป็นเรื่องสร้างสรรค์

ความเรียงต่างๆ เหล่านี้ ได้พยายามคิดถึงสิ่งที่เป็นความทรงจำที่ดี
เพื่อส่งต่อให้พี่น้องเพื่อนฝูงได้อ่าน เหมือนกับการค้นหาภาพเก่าจากอัลบั้ม
ออกมาให้แขกที่มานั่งในห้องรับแขกได้ชมความเป็นมาของเจ้าของบ้าน...

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กลางคืนพวกหนูหลับนี่นา


วรรณกรรมประเภทเรื่องสั้นที่เขียนเป็นภาษาเยอรมัน
โดยนักเขียนมีชื่อนั้น ปรากฏว่ามีอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งสูงด้วยคุณค่าในแง่ต่างๆ 
ด้วยเหตุฉะนี้ การพิจารณาเพื่อคัดเลือกเรื่องนำแปล จึงไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้อย่างง่ายดายเลย
ในหนังสือมือสองเล่มนี้ ผู้แปลจึงคัดเลือกเอาเรื่องที่ตนอ่านแล้วเกิดความรู้สึกชอบเป็นพิเศษ
คือชอบมากจนใคร่อยากจะถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทย 
ให้คนไทยได้มีโอกาสสัมผัสวรรณกรรมของเยอรมันที่ตนเองชอบนี้เป็นสำคัญ
วรรณกรรมแปลที่รวมอยู่ในเล่มนี้ จะช่วยทำให้ผู้อ่านเกิดความเพลิดเพลินบ้าง 
ไม่ว่าด้านอารมณ์หรือทางแง่คิดก็ดี

กลางคืนพวกหนูหลับนี่นา 
หนังสือมือสอง : กลางคืนพวกหนูหลับนี่นา
ผู้เขียน : หลายคนเขียน
ผู้แปล : อรัญญา พรหมนอก
จำนวน : ๑๔๘ หน้า
ขนาด : ๑๑๐ x ๑๘๕ มม.
สำนักพิมพ์ : วลี
พิมพ์ครั้งที่ : ๑
เดือนปีที่พิมพ์ : มิถุนายน ๒๕๓๐

รวมเรื่องสั้นเยอรมันในหนังสือมือสองเล่มนี้ มี...

กลางคืนพวกหนูหลับนี่นา (Nachts Schlafen Die Ratten Doch) - โวลฟ์กัง บอร์แชร์ท

ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในปี ค.ศ. ๑๙๔๗ ซึ่งบรรยายให้เห็นถึงสภาพของเยอรมัน
ในช่วงแรกเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลาย
ทั้งทรัพย์สิน บ้านเรือน และชีวิต คงเหลือทิ้งไว้ก็แต่ซากปรักหักพัง
และร่องรอยแห่งความตาย ความพิการ ผู้คนอดอยาก ไร้ที่อยู่อาศัย โศกเศร้า ท้อแท้และหมดหวัง



Nachts Schlafen Die Ratten Doch แปลโดย อรัญญา พรหมนอก

วิธีต้านอำนาจ (Massnahmen Gegen Die Gewalt) - แบร์ทอล เบรช์ท
ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในปี ค.ศ. ๑๙๓๐ เป็นเรื่องเชิงเสียดสีและวิพากษ์วิจารณ์สังคม
เบรช์ทเขียนผลงานทั้งบทละคร เรื่องเล่า และบทกวี
เขาได้ชื่อว่าเป็นนักประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่มีอิทธิพลต่อนักประพันธ์รุ่นหลัง

การทดสอบ (Die Probe) - แฮร์แบร์ท มาเลชา
ได้รับรางวัลเรื่องสั้นดีเด่นในหนังสือ Die Zeit โดยตีพิมพ์ครั้งแรก ในปี ค.ศ. ๑๙๕๖
นับเป็นเรื่องสั้น "แนวใหม่" ของเยอรมันถัดจากยุคเรื่องสั้นแนวสงครามของเยอรมัน

บ้านสีเหลือง (Das Gelbe Haus) - เรเน่ ชิคเคเล่
ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในปี ค.ศ. ๑๙๕๖ เป็นผลงานชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นชัดถึงสไตล์การเขียนแบบของเขา
อันแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะต่อสู้เพื่อความเสมอภาคแห่งชนชาติ และต่อต้านสงคราม
แต่ในช่วงหลังของชีวิต ผลงานของเขาจะเน้นปัญหาของสังคมทั้งแง่มนุษยชาติและการเมือง

ไปยกลอบ (Reusenheben) - โวล์ฟดีทริช ชนัวเร่
ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในปี ค.ศ. ๑๙๔๙ เกี่ยวกับเจ้าหนูคนหนึ่งที่มีความรู้สึกนึกคิดปกติดีอยู่หรือ
ทำไมจึงกังวลแต่เรื่องที่ตนจะทำ เรื่องโรงเรียน การกลับบ้านให้ตรงเวลา
กังวลมากมายเสียจนไม่ได้ใส่ใจเหตุการณ์แวดล้อมอื่นๆ เลย แม้ว่ามีคนถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา

หลักปักเขต (Das Mal) - ฮันส์ เอริช นอสสักค์
ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในปี ค.ศ. ๑๙๕๑ โดยเขามีผลงานมากมาย
ทั้งที่เป็นบทกวี นวนิยาย เรื่องสั้น บทละครเวที และบทละครวิทยุ
และนอสสักค์ก็มีงานหลายชิ้นที่ได้รับรางวัลวรรณกรรม เขาเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๗๗

ขั้นบันไดโรงแรม (Die Hoteltreppe) - ฟรานซ์ แวร์เฟิล
ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในปี ค.ศ. ๑๙๒๙ และเขาเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๔๘
ในผลงานวรรณกรรมของฟรานซ์ จะแสดงออกถึงข้อคิดและปรัชญาที่น่าสนใจหลายประเด็น
ในแง่วรรณศิลป์แล้ว ผลงานของเขาได้รับการยกย่องว่าดีเด่น มีความประณีต และแจ่มชัดรัดกุม

.



วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วัน-เดือน-ปี

ความเรียงเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรู้แล้ว แต่อาจจะยังไม่รู้สึกมากพอ

วัน-เดือน-ปี ของ ญามิลา ในหนังสือมือสองเล่มนี้นั้น...
สื่อสารความคิดและความรู้สึกออกไปในสัดส่วนพอๆ กัน
และพยายามเขียนอย่างง่ายๆ เพื่อผู้อ่านจะได้รับสารอย่างตกหล่นน้อยที่สุด
ส่วนทำไมต้อง วัน-เดือน-ปี ก็เพราะนี่คือสิ่งที่สมมุติที่คนเราเกี่ยวข้องด้วยมากที่สุด
เป็นทั้งความผูกพันและพันธะที่ต้องอยู่กับผู้คนจนกว่าจะเลิกหายใจ

หนังสือมือสอง : วัน-เดือน-ปี
ผู้เขียน : ญามิลา
จำนวน : ๑๖๘ หน้า
สำนักพิมพ์ : บีเยศ
พิมพ์ครั้งที่ : ๑
เดือนปีที่พิมพ์ : กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔


วัน เดือน ปี
"ผม-ในฐานะคนอ่าน-ได้คิดต่ออีกหลายอย่างจากงานของ ญามิลา 
อาจจะนับว่าเป็นความสำเร็จอีกซีกหนึ่งของคนเขียนหนังสืออาชีพ
นอกเหนือจากความสามารถในการสรรหาเรื่องราวต่างๆ มาเขียน
และการเรียบเรียงถ้อยคำให้จูงใจคนอ่าน

โชคดีที่ผมไม่ใช่นักเขียนโดยธรรมชาติ 
เพราะการเขียนสื่อสารให้คนอ่านเข้าใจง่ายๆ ก็ยังลำบากยากเข็ญ
อย่าว่าแต่เขียนให้คมและมีความหมายอยู่ทุกคำ
แต่โชคดีกว่าที่ผมและหลายๆ คน มี ญามิลา ให้อ่าน..."

-บางถ้อยคำจาก ทิวา สาระจูฑะ

วัน-เดือน-ปี โดย ญามิลา
เคยใช่ไหมที่อยากอยู่คนเดียว ไม่อยากพบหน้าใคร แต่บางวันอยากพบผู้คนใจแทบขาด
แล้วใจก็รอนๆ อยู่ตรงนั้น เพราะไม่มีใครเลย มนุษย์ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งต่างๆ ได้ไม่ยาก 
แต่การปรับใจตนเองให้เป็นไปตามโลกนั้นแสนยาก พอใจไม่ได้เสียอย่าง สิ่งต่างๆ ก็พลอยเสีย
แต่ได้แล้ว แม้ความตายก็ยังเป็นเรื่องเล็กน้อย
- คน + ตนเอง = โลก -

***

ความรักกับความใคร่ บางคราวมาด้วยกัน อีกบางคราวไม่ได้มา
โชคดีที่พระเจ้าธรรมชาติไม่ได้เลือกสร้างแต่ความใคร่ หากให้ความรักอยู่เป็นเพื่อนด้วย
เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกไม้เคยเกิดอารมณ์เพศบ้างไหมนะ
หรือความรู้สึกชนิดนี้เป็นเฉพาะคนและสรรพสัตว์เท่านั้น
ผมว่าพวกเรารู้อะไรๆ เกี่ยวกับต้นไม้ไม่ทั้งหมดหรอก เหมือนที่เรายังรู้จักโลกใบนี้น้อยเกินไป
- ความต่างๆ -

***

คนแก่นอนน้อย นอนไม่ค่อยหลับและตื่นเช้า เหมือนรู้ว่าโลกตรงหน้าเหลือเวลาให้ดูอีกไม่เท่าไร
เด็กๆ รู้แค่หิว ขับถ่าย แล้วก็ง่วง ข้างในยังไม่มีอะไรให้รู้สึก 
เหมือนหลับๆ แล้วฝันเลือนราง ไม่มีใครจำตอนแบเบาะได้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง 
หนุ่มสาวจำนวนมากปล่อยเวลาไปกับเรื่องไร้สาระที่นำมาเป็นสาระ 
ชั่วพริบตาหากไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่อยากทำ ก็หมดโอกาส
เพราะเมื่อรู้สึกสนุก เมามัน เวลามักสั้นเสมอ
- นาฬิกาชีวิต -


วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เด็กชายหอยนางรม

The Melancholy Death of Oyster Boy & Other Stories
Tim Burton

เด็กชายหอยนางรม...หนังสือมือสองเล่มนี้
เป็นบทกวีประกอบภาพเปี่ยมด้วยจินตนาการอันหลุดออกนอกกรอบความเป็นไปได้จริง
แต่ละเรื่องใช้ตัวละครพิลึกพิลั่นและเรื่องราวอันประหลาดวิปลาส

หนังสือมือสอง : เด็กชายหอยนางรม
ผู้เขียน : ทิม เบอร์ตัน
ผู้แปล : 'ปราย พันแสง
จำนวน : ๑๔๔ หน้า
สำนักพิมพ์ : มติชน
พิมพ์ครั้งที่ : ๒
เดือนปีที่พิมพ์ : กันยายน ๒๕๔๔

เด็กชายหอยนางรม
ตัวละครของ ทิม เบอร์ตัน ในหนังสือเล่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก
นอกจากจะทำให้คนอ่านงุนงงตกใจเหมือนถูกโยนลงในหุบเหวอันมืดมิดแล้ว
หลายเรื่องยังอาจจะก่อให้เกิดการปะทะกันทางอารมณ์และความคิดอย่างหนักหน่วง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เด็กชายหอยนางรม, เด็กชายหัวแตงโม, เด็กชายตะปู, หรือราชินีหมอนปักเข็มหมุด

น่าแปลกที่หนังสือมือสองเล่มนี้ เด็กชายหอยนางรม ถูกประเภกจัดไว้เป็นบทกวีสำหรับเด็ก
นอกเหนือไปจากบทกวีจินตนาการ และบทกวีมนุษย์ไม่ปกติ
ในขณะที่ผู้อ่านหรือนักวิจารณ์บางคนเห็นว่าหนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับเด็ก

The Melancholy Death of Oyster Boy & Other Stories
ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย
สำหรับราชินีหมอนปักเข็มหมุด
เมื่อเธอนั่งบัลลังก์
ประดาเข็มเหล็กแหลมจักประดังเสียบตับม้ามไต
ให้เจ็บปวดทรมานกายอย่างที่สุด

ทิม เบอร์ตัน เขียน / 'ปราย พันแสง แปล
ครั้งแรกและครั้งเดียว
ที่ฉันเห็นเด็กชายรอยร้องไห้
คือเมื่อเขาเจอน้ำเกลือหยดใส่ตา

เช้าวันหนึ่งอากาศแจ่มใส
พวกเขาจับรอยไปไว้ในสวน
สีหน้ารอยค่อยๆ ซีดเผือด
เนื้อตัวเริ่มแข็งทื่อ

***

เชื่อว่าแต่ละภาพแต่ละหน้าที่พลิกอ่านไป จะกระตุ้นให้เกิดจินตนาการไม่รู้จบ
เกิดคำถามที่ไม่มีคำตอบ ทว่าชวนให้ขบคิดไปได้ไม่สิ้นสุด
ลองพลิกไปสัมผัสกับความอัปลักษณ์อันสุนทรีย์...